สำหรับคาบนี้อาจารย์ให้แต่ละกลุ่มนำเสนองาน ที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับนักทฤษฏีแต่ละด้าน มีด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านจิตใจ
รูปภาพเพิ่มเติม
กลุ่มที่ 1 นักทฤษฎีเกี่ยวกับร่างกาย
ซิกมันด์ ฟรอยด์
ได้กล่าวถึงพลังงานพื้นฐานทางจิตที่เรียกว่า Libido ซึ่งเกิดมาพร้อมกับมนุษย์
พลังงานเหล่านี้เป็นแหล่งของแรงขับทางเพศของบุคคลทั้งหมด
โดยเน้นว่าชีวิตเพศของมนุษย์มิได้เริ่มเมื่อวัยหนุ่มสาว
หากแต่เริ่มมาตั้งแต่เด็กและจะค่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนรูปแบบเป็นลำดับขั้นขึ้นไป
แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามขั้นจะมีการชะงัก หรือการถอยกลับ ทำให้มีผลสะท้อนไปถึงบุคลิกภาพตอนโต
อาร์โนลด์ กีเซล
1. พฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว
ครอบคลุมการบังคับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหว
2. พฤติกรรมทางการปรับตัว
ครอบคลุมความสัมพันธ์ของการใช้มือและสายตา การสำรวจ ค้นหา การกระทำต่อวัตถุ
การแก้ปัญหาในการทำงาน
3. พฤติกรรมทางการใช้ภาษา
ครอบคลุมการที่เด็กใช้ภาษา การฟัง การพูดการอ่านและการเขียน
4.
พฤติกรรมส่วนตัวและสังคมควบคุมการฝึกปฏิบัติส่วนตัวเช่นการกินอาหารการขับถ่าย
รูปภาพเพิ่มเติม
กลุ่มที่ 2 นักทฤษฎีเกี่ยวกับสังคม
อิริคสัน
เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างทฤษฎีขึ้นในแนวทางความคิดของฟรอยด์แต่ได้เน้นความสำคัญทางด้านสังคม
วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้านจิตใจ ว่ามีบทบาทในพัฒนาการบุคลิกภาพมาก
ทฤษฎีจิตสังคม ได้แบ่งพัฒนาทางบุคลิกภาพออกเป็น
8 ขั้น คือ
มาสโลว์
อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham
Maslow) เป็นผู้วางรากฐานจิตวิทยามนุษย์นิยม
เขามีความเชื่อว่า
มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีความต้องการอันใหม่ที่สูงขึ้นเมื่อความต้องการพื้นฐานได้รับการตอบสนอง
มาสโลว์
แบ่งความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เป็น
5 ระดับ
รูปภาพเพิ่มเติม
กลุ่มที่ 3 นักทฤษฎีเกี่ยวกับอารมณ์
Jon bowldy
มีหมวดหมู่ความผูกพัน 4 อย่างในเด็ก
1. แบบหมั่นใจ
2. แบบวิตกกังวล คละ
3. แบบวิตกกังวล หลีกเหลี่ยง
4. แบบไม่มีระเบียบ
โคลเบิร์ก
พัฒนาการทางจริยธรรม 6 ขั้น
1.จริยธรรมของผู้อื่น
2.จริยธรรมตามเกณฑ์ของสังคม
3.การยอมรับของกลุ่มหรือสังคม
4.กฎและระเบียบของสังคม
5.สัญญาสังคม
6.หลักการคุณธรรมสังคม
รูปภาพเพิ่มเติม
กลุ่มที่ 4 นักทฤษฎีเกี่ยวกับสติปัญญา
เพียเจต์
การนำไปใช้ในการจัดการศึกษา
/ การสอน
เมื่อทำงานกับนักเรียน
ผู้สอนควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติ
ปัญญาของนักเรียนดังต่อไปนี้
•1.
นักเรียนที่มีอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตก
ต่างกันนักเรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์
2 แบบคือ
ประสบการณ์ทางกายภาพ
(physical
experiences)
ประสบการณ์ทางตรรกศาสตร์ (Logicomathematical
experiences)
•2 หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ
เพียเจต์
ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ
1 เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน
2 เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความแปลกใหม่
3 เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ
4เน้นกิจกรรมการสำรวจและการเพิ่มขยายความคิดในระหว่าง
การเรียนการสอน
สกินเนอร์
ตัวเสริมแรงแบ่งออกเป็น 2
ลักษณะ คือ
1.
ตัวเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง
สิ่ง
เร้าใด ๆ ซึ่งเมื่อ
นำมาใช้แล้วทำให้อัตราการตอบสนองเพิ่มมากขึ้น
เช่น คำชมเชย
รางวัล อาหาร
2.
ตัวเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง สิ่ง
เร้าใด ๆ
ซึ่งเมื่อนำมาใช้แล้วทำให้การตอบสนองเพิ่มขึ้นในทางลบ
เป็นตัวเสริมแรงทางลบ
เช่น
เสียงดัง
อากาศร้อน คำตำหนิ กลิ่น การทำโทษ เป็นการนำตัวเสริม
แรงลบเข้ามา
เพราะการทำโทษบางอย่างหากนำไปใช้จะมีผลให้
อัตราการตอบสนองเปลี่ยนไปในลักษณะที่เข้มขึ้น
รูปภาพเพิ่มเติม
ประเมินอาจารย์
อาจารย์ได้เพิ่มเติมความรู้ให้จากที่เพื่อนๆนำดสนอเสร็จ
ทำให้ได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
ประเมินตัวเอง
ตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนองานและร่วมตอบคำถาม
ประเมินเพื่อนร่วมห้อง
เพื่อนๆเสียงดัง ไม่ค่อยตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนองาน